ทำความเข้าใจการนำ AI มาใช้ในธุรกิจ

ทำความเข้าใจการนำ AI มาใช้ในธุรกิจ  

คลื่นลูกใหม่ของ AI ที่กำลังเป็นกระแสอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เนื่องจาก AI ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก หากเราลองได้ไปแอบดูผ่าน Google Trends จะพบว่าเพรนการค้นหาเกี่ยวกับ AI มาแรงมากๆในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมารวมไปถึงยังมีเครื่องมือเกี่ยวกับ AI เกิดขึ้นมากมาย

ยกตัวอย่างเครื่องมือ AI ที่มาเเรงในช่วงนี้ 

  • GPT-4 แชทบอทที่ช่วยในการเขียนบทความ จดหมาย โค้ด เเละตอบคำถามที่เราสงสัย

  • MidJourney ใช้สำหรับการสร้างภาพจากข้อความ เพียงเเคเราป้อนข้อมูลคำอธิบายไป ก็จะได้รูปสวย ๆ พร้อมสำหรับการนำไปใช้งานต่อ 

  • Spacely AI มีความสามารถในการช่วยออกเเบบเเละตกเเต่งห้องของคุณ เพียงเเค่อัปโหลดรูปห้องของคุณเข้าไป AI จะช่วยออกเเบบให้

  • Copilot in Microsoft Team Meeting เป็น AI ที่ช่วยในการจดรายละเอียดเเละสรุปการประชุมได้ในระหว่างการประชุม

ในปัจจุบันบริษัทต่าง ๆ พบปัญหาที่เกิดขึ้นกับการทำงานของพนักงานเช่น การกรอกข้อมูลผิดทำให้ข้อมูลใน Data Base เมื่อต้องนำมาใช้ทำ Dashboard หรือนำมาวิเคราะห์ข้อมูลต่อ อาจทำให้ต้องเสียวลาคลีนข้อมูลมากกว่าที่ควรจะเป็นได้ จึงทำให้ AI กลายมาเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงกับการนำ AI มาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างเช่นแจ้งเตือนว่ามีการใส่ข้อมูลที่ผิดผประเภทหรือ Format ผิดได้  ในบทความนี้เราจะพามาทำความเข้าใจของปัญหาของการนำ AI มาใช้ในธุรกิจหลายมุมมอง ดังนี้ 

  1. ข้อจำกัดของการใช้ AI (Limitation of AI)
    ในโมเดล GPT4 ถูกเทรนมาจากข้อมูลที่มีการจำกัดโดยมี “Cut-Off Date” เป็นการนำข้อมูลเฉพาะช่วงวันที่นั้น ๆ มาเทรนโมเดลของตังเอง ทำให้ข้อมูลที่ AI ประมวณผลมาไม่ได้เป็นข้อมูลที่ล่าสุดและไม่อัปเดตแบบ Real-time 
    ยกตัวอย่างข้อจำกัดการใช้ AI
    – ข่าวสารในตลาดหุ้นที่มีการผันแปรอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถให้ AI ช่วยวิเคราะห์การตลาดหรือการเงินในช่วงเวลาปัจจุบันได้

  2. ความแม่นยำของ AI และผลกระทบจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน (Accuracy of AI)
    โดยโมเดล AI จะเรียนรู้จากข้อมูล เปรียบเสมือนเด็กที่ได้เรียนรู้จากครู หากข้อมูลที่ใช้ในการฝึก AI ไม่ถูกต้องและไม่ครบถ้วนก็อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้  
    ยกตัวอย่างความเเม่นยำของ AI เเละผลกระทบจากความคลาดเคลื่อนของข้อมูล
    – การเขียนอีเมลโดยใช้ AI แต่ไม่ได้มีการเช็คก่อนส่ง ทำให้ข้อมูลในอีเมลคลาดเคลื่อนกับเนื้อนหาที่ต้องการจะสื่อจริง ๆ นอกจากนั้นยังลดความน่าเชื่อถือของเราในการทำงานอีกด้วย
    การนำ AI เข้ามาช่วยในการวินิจฉัยโรคของคนไข้ผิดหรือมีการคลาดเคลือน อาจทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องส่งผลร้ายต่อสุขภาพของผู้ป่วยได้

  3. ความปลอดภัย (Security) การพัฒนาโมเดลอย่าง Chat GPT หรือ MidJourney ข้อมูที่ถูกป้อนเข้าไปในระบบ LLMs ข้อมูลบางตัวอาจถูกนำไปเปิดเผยในที่สาธารณะได้ หากเรานำข้อมูลสำคัญหรือเป็นความลับองค์กรที่ไม่ควรให้ใครรู้ ข้อมูลเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจองค์กรได้  แนวทางการรักษาความปลอดภัยจากการใช้ AI หากหลาย ๆ คนได้ตามข่าวเกี่ยวกับ Microsoft เค้าได้ออก AI โมเดลใหม่คือ Microsoft Co-Pilot ที่ช่วยรักษาควมลับไว้ให้โดยคนอื่นจะไม่สามารถเห็นข้อมูลที่เรานำไปให้ AI ได้ และ Microsoft จะไม่นำความลับเหล่านี้ไปเทรนโมเดลต่อไป

  4. AI สามารถช่วยแบ่งเบาภาระการทำงาน (AI help alleviate the workload) ในหลาย ๆ บริษัทอยากนำ AI ตัวนี้ไปให้ในการทำงาน เช่น การส่งข้อความอัตโนมัติไปเชิญชวนลูกค้ามาที่สาขา แต่พอนำมาใช้งานจริงไม่ได้มีการแจ้งพนักงานเอาไว้ ทำให้ลูกค้ามาที่หน้าร้านเยอะกว่าที่จะเป็นทำให้เกิดการทำงานที่ล่าช้าลง หรือเวลาพนักงานนำ Microsoft Co-Pilot ไปใช้ ดังนั้นเราควรที่จะมั่นใจก่อนว่าการนำ AI มาใช้จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นไม่ใช่ลำบากขึ้นกว่าช่วงก่อนการนำ AI มาใช้ 

  5. ประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) เราคิดว่าอันนี้เป็นปัญหาที่มีมาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่การโทรเข้า Call Center กด 1 กด3 กด 2 แล้วรอสายตู้ด ๆ คนก็ไม่ชอบหรือในปัจจุบันที่หลายบริษัทลดต้นทุนพนักงานในการบริการลูกค้าแล้วโดยการนำ Chatbot มาใช้งาน แต่ท้ายสุดแล้ว AI ก็ไม่สามารถสื่อสารได้ตามความเป็นจริง หรืออีกกรณีเครื่องสั่งอาหารของ McDonald’s แต่กลับใช้ยากกว่าการสั่งที่หน้าเค้าเตอร์ จนสุดท้ายแล้วพนักงานต้องมาช่วยกดและยืนงงเป็นเพื่อนลูกค้าอยู่ดี ดังนั้น การจะเอา AI ใดๆ มาใช้ จึงควรพิจารณาถึงผลกระทบต่อประสบการณ์ของลูกค้าด้วย ว่าจะทำให้ลูกค้าเกลียดเราไหมก่อนนำไปใช้ 
     
Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn
Latest Post