Microsoft Fabric คืออะไร?

Microsoft Fabric เป็น solution ที่ครอบคลุมในด้านการจัดการและการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งรวมชุดเครื่องมือและบริการที่ออกแบบมาเพื่อให้การทำการวิเคราะห์ข้อมูลง่ายขึ้นและรวมอยู่ที่เดียว ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลไปจนถึงการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ แพลตฟอร์มนี้ถูกแบ่งออกเป็นสาม layer ได้แก่ การจัดเก็บข้อมูล (data storage) การประมวลผล (compute) และบริการการวิเคราะห์ (data analytics)

Data Storage : การจัดเก็บข้อมูล

ที่แกนกลางของความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลของ Microsoft Fabric คือ Data Lakehouse ซึ่งใช้รูปแบบ Delta Table นอกจากนี้ยังมีส่วนของ Data Warehouse อื่นที่รองรับรูปแบบ T-SQL และ Parquet ให้เลือกใช้ นอกจากนี้ Microsoft Fabric ยังมีการสร้าง Shortcut ไปยังที่จัดเก็บข้อมูลอื่น ๆ เช่น Google Cloud Storage และ Amazon S3 เพื่อความยืดหยุ่นและความสามารถในการทำงานร่วมกับระบบข้อมูลที่มีอยู่

การจัดเก็บข้อมูลของ Fabric มีจุดศูนย์กลางคือ OneLake ซึ่งเป็นคลังข้อมูลที่รวมข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียว การจัดการข้อมูลในลักษณะนี้ช่วยขจัดปัญหาการแยกข้อมูลออกเป็นกลุ่มและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการและการควบคุมข้อมูล

 

Data Ingestion: การนำเข้าข้อมูล

การนำเข้าข้อมูลเข้าสู่ Microsoft Fabric สามารถทำได้โดยใช้ครื่องมือเช่น Data Factory และ Dataflows ซึ่งทำหน้าที่เทียบเท่ากับ Power Query ภายในแพลตฟอร์ม เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้การ ETL (Extract-Transform-Load) เป็นไปอย่างราบรื่น ทำให้ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ พร้อมสำหรับการวิเคราะห์

นอกจากนี้ใน Microsoft Fabric ยังมี Semantic Model ที่จะ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างโมเดลของข้อมูล เพื่อให้สามารถไปทำการวิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น

 

Data Analytics : การวิเคราะห์ข้อมูล

สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลใน Microsoft Fabric สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง Power BI และ PySpark SQL  Power BI เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างแดชบอร์ดและรายงานที่มีความเข้าใจง่ายและสามารถเปลี่ยน Filter ต่างๆได้ง่ายดาย ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ใช้ในธุรกิจที่ไม่ต้องการเขียนโค้ด และต้องการเห็นกราฟได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่ PySpark SQL ใช้ในการวิเคราะห์ขั้นสูงมากขึ้น ช่วยให้การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่และในการทำ Machine Learning ต่างๆ

นอกจากนี้ Microsoft Fabric ยังรองรับการวิเคราะห์แบบ Real-time ทำให้องค์กรสามารถดำเนินการตามข้อมูลที่เป็นปัจจุบันที่สุดได้ และ Data Activator เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลกับ Power Automate ทำให้สามารถสร้าง automated workflow ได้

 

ทำไมถึงควรใช้ Microsoft Fabric?

  1. แก้ปัญหาข้อมูล Silo

ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ Microsoft Fabric คือความสามารถในการรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียว OneLake ทำให้ข้อมูลเป็นศูนย์กลางและสามารถเข้าถึงได้ทั่วทั้งองค์กร การรวมนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูล ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของการดำเนินงานข้อมูล

  1. ระบบนิเวศของ Microsoft

ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของ Microsoft ที่กว้างขวาง Microsoft Fabric มีการสามารใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของ Microsoft  ได้อย่างราบรื่น เช่น MS Teams, MS Power BI และอื่น ๆ ซึ่งช่วยทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกันและแบ่งปันข้อมูลได้อย่างราบรื่น ตัวอย่างเช่น การสร้างภาพข้อมูลใน Power BI สามารถแชร์และอภิปรายภายใน MS Teams ได้อย่างง่ายดาย ช่วยให้กระบวนการตัดสินใจมีความร่วมมือและข้อมูลมากขึ้น

  1. การตั้งค่าและการจัดการที่ง่ายขึ้น

Microsoft Fabric ช่วยลดความซับซ้อนในการตั้งค่าและการจัดการบริการต่าง ๆ ในการใช้บริการบนระบบ Cloud เช่น การจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล และ SQL Server การลดความซับซ้อนนี้หมายความว่าองค์กรไม่จำเป็นต้องจัดสรรเวลาอย่างมากในการตั้งค่าและบำรุงรักษาบริการแต่ละรายการ แต่สามารถมุ่งเน้นไปที่การใช้ข้อมูลเชิงลึกและมูลค่าจากข้อมูลของตนโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน

  1. การทำ ETL ง่ายๆ ด้วยการ Free Mirroring

คุณลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งของ Microsoft Fabric คือความสามารถในการทำ ETL (Extract, Transform, Load) โดยใช้ Free Mirroring จาก Operational database ซึ่งหมายความว่าข้อมูลจากระบบการดำเนินงานสามารถถูก copy มายัง Microsoft Fabric สำหรับการวิเคราะห์ได้โดยอัตโนมัติด้วยการตั้งค่าเพียงครั้งเดียว ทำให้แพลตฟอร์มการวิเคราะห์มีข้อมูลล่าสุดเสมอ คุณลักษณะนี้ช่วยลดเวลาและความพยายามในการนำเข้าข้อมูลและการแปลงข้อมูลอย่างมาก ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้เร็วขึ้น

Microsoft Fabric ต่างกับผลิตภัณฑ์ต่างๆของ Azure อย่างไร?

จริงๆแล้วส่วนประกอบต่างๆของ Microsoft Fabric บางส่วนนั้นมาจาก Azure และผลิตภัณฑ์อื่นๆของ Microsoft เราลองมาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

Dataflow = Power Query

ใน Microsoft Fabric มีสิ่งที่เรียกว่า Dataflow ซึ่งมีวิธีการทำงานและหน้าตาเหมือนกับ Power Query เกือบทุกประการ แต่ต่างกันที่ Dataflow จะส่งข้อมูลออกมาเป็นตารางใน Fabric แต่ Power Query ส่งข้อมูลให้ Power BI

Power Query เป็นเครื่องมือการเชื่อมต่อและการ transform ข้อมูลที่ทรงพลังซึ่งช่วยลดความซับซ้อนของการ ETL (Extract, Transform, Load) ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เข้าสู่การวิเคราะห์ของคุณ นอกจากนี้ยังมีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายสำหรับการจัดการข้อมูล ทำให้เข้าถึงได้ทั้งผู้ใช้ที่มีทักษะทางเทคนิคและผู้ใช้ที่ไม่มีทักษะทางเทคนิค

Pipeline = Azure Data Factory

Microsoft Fabric ใช้ Pipeline ที่คล้ายกับ Azure Data Factory ในการจัดการ workflow ของข้อมูล Azure Data Factory เป็นบริการการรวมข้อมูลบนคลาวด์ที่ช่วยให้คุณสามารถสร้าง ตั้งเวลา และจัดการ pipelines ข้อมูลได้ Pipelines เหล่านี้ช่วยให้การเคลื่อนย้ายและการแปลงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ไปยังปลายทางที่กำหนดเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลได้รับการประมวลผลและพร้อมสำหรับการวิเคราะห์ในเวลาที่เหมาะสม

Warehouse = Azure Synapse

Azure Synapse Analytics Synapse เป็นบริการการวิเคราะห์ที่รวมกันซึ่งรวมข้อมูลขนาดใหญ่และ data warehousing เข้าด้วยกัน มันให้ประสบการณ์ที่เป็นเอกภาพในการนำเข้า เตรียม จัดการ และให้บริการข้อมูลสำหรับความต้องการ BI และแมชชีนเลิร์นนิงในทันที ความสามารถในการเก็บข้อมูลของ Microsoft Fabric สนับสนุนการจัดเก็บและการสืบค้นข้อมูลที่มีโครงสร้าง ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลและการรายงานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Semantic Model = Power BI Data Model

Microsoft Fabric ใช้ระบบที่คล้ายกับ Power BI Data Model โดยจะเรียกว่า Semantic Model

สำหรับ Power BI Data Model ช่วยให้ผู้ใช้สามารถความสัมพันธ์ ลำดับขั้น และการคำนวณจากข้อมูล ซึ่งสิ่งสำคัญในการสร้างรายงานและแดชบอร์ดที่ถูกต้อง ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูลของตนได้ง่ายขึ้น

ราคา Microsoft Fabric

Microsoft Fabric คิดราคาตาม Computing Units (CUs) โดยมีตัวเลือกหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการและขนาดขององค์กรต่าง ๆ โดย CUs มาให้เลือกตั้งแต่ F2 ถึง F2048 องค์กรขนาดเล็กหรือองค์กรที่มีความต้องการข้อมูลไม่มากอาจเลือกรุ่นที่ต่ำกว่า เช่น F2 หรือ F4 ในขณะที่องค์กรขนาดใหญ่ที่มีภาระงานข้อมูลที่สำคัญสามารถขยายไปยังรุ่นที่สูงขึ้น เช่น F1024 หรือ F2048

สำหรับรุ่น F64 จะมีความสามารถเทียบเท่ากับ Power BI Premium P1 เพราะว่าตั้งแต่รุ่น F64 ขึ้นไป องค์กรสามารถใช้ Power BI โดยไม่ต้องซื้อ license สำหรับผู้ใช้แต่ละราย คุณลักษณะนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้จำนวนมาก

นอกจากนี้ Fabric ยังมีคุณลักษณะพิเศษที่เรียกว่า Smoothing คือการให้ความยืดหยุ่นในการใช้ความจุ องค์กรสามารถใช้งานเกินกว่าความจุที่ซื้อได้เล็กน้อยโดยไม่เกิดผลกระทบทันที ระบบจะเฉลี่ยการใช้งานในช่วงเวลา ซึ่งหมายความว่าสามารถรองรับการเพิ่มขึ้นของความต้องการเป็นครั้งคราวโดยไม่ต้องอัปเกรดทันที คุณลักษณะนี้ช่วยให้ประสบการณ์การใช้งานราบรื่นขึ้นและสามารถจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หากคุณสนใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Microsoft Fabric ในการนำมาใช้ในองค์กรของคุณ เรามีบริการให้คำปรึกษาฟรีกับผู้ที่ได้รับการรับรองจาก Microsoft เพียงทักไลน์เรามาที่ @davoy ได้เลยค่ะ

ที่มา:
https://learn.microsoft.com/en-us/fabric/get-started/microsoft-fabric-overview
https://learn.microsoft.com/en-us/fabric/get-started/decision-guide-pipeline-dataflow-spark
https://azure.microsoft.com/en-us/pricing/details/microsoft-fabric/

บทความนี้เขียนโดย คุณ Lin และมีการใช้ GPT 4o Model ช่วยในการเขียน

Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn
Latest Post