Why Privacy Matters in AI & Role of PDPA

Why Privacy Matters in AI & Role of PDPA? 

ในปัจจุบันนี้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายมากมายในอุตสาหกรรมต่างๆ จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว หากมองในมุมของผู้บริโภคบทบาทของ AI ที่แทรกซึมอยู่ในแต่ละวันนั้นมีตั้งแต่การค้นหาข้อมูลบน Google ที่ระบบจะใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและความสนใจของเรา เพื่อนำเสนอผลการค้นหาที่ตรงใจมากที่สุด หรือเมื่อเราดูภาพยนตร์บน Netflix ระบบก็จะใช้ AI ในการแนะนำภาพยนตร์ที่เราน่าจะชื่นชอบ จากประวัติการรับชมของเราและผู้ใช้อื่น ๆ ที่มีรสนิยมใกล้เคียงกัน หรือเมื่อเราใช้งานแอปพลิเคชันแผนที่อย่าง Google Maps ระบบก็ใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อแนะนำเส้นทางที่เร็วที่สุดให้เราได้ และเมื่อเราใช้งานโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook หรือ Instagram ระบบก็ใช้ AI ในการจัดลำดับโพสต์ที่เราน่าจะสนใจมากที่สุด ตามพฤติกรรมการปฏิสัมพันธ์ของเราในอดีต ในมุมของผู้บริโภคการที่ธุรกิจต่างๆนำ AI มาใช้งานก็ทำให้ได้รับประโยชน์จากความสะดวกสบาย หรือได้รับประสบการณ์ที่ดีและตรงใจมากขึ้น

ทางฝั่งของทางธุรกิจเองในอุตสาหกรรมต่างๆก็เลือกที่จะนำ AI มาใช้งานด้วยความสามารถของมันที่ทำงานได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และช่วยให้กระบวนการทำงานต่างๆในธุรกิจเป็นไปได้โดยอัตโนมัติขึ้น ซึ่งนำไปสู่ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น (efficiency) และตัดสินใจได้ดีขึ้นจากข้อมูลมหาศาลที่มีอยู่ เช่น

  • ในธุรกิจค้าปลีก AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อสินค้าของลูกค้าจำนวนมาก เพื่อคาดการณ์แนวโน้มความต้องการและปรับกลยุทธ์การสต็อกสินค้าให้เหมาะสม ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ในอุตสาหกรรมการเงิน AI ถูกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเครดิตและพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อได้แม่นยำยิ่งขึ้น ช่วยลดหนี้เสียและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
  • ในธุรกิจประกันภัย AI สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจากกรมธรรม์และการเคลมประกันในอดีต เพื่อกำหนดราคาเบี้ยประกันที่เหมาะสมและคาดการณ์ความเสี่ยงได้แม่นยำมากขึ้น
  • ในอุตสาหกรรมการผลิต AI ถูกใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์และระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ในโรงงาน เพื่อเฝ้าติดตามประสิทธิภาพการผลิตและคาดการณ์การชำรุดของเครื่องจักร ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดเวลาสูญเสียจากการหยุดชะงักของกระบวนกา
  • ในธุรกิจบริการ เช่น โรงแรมและท่องเที่ยว AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมและความพึงพอใจของลูกค้า เพื่อปรับปรุงคุณภาพการบริการและนำเสนอแพ็กเกจหรือโปรโมชั่นที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น ช่วยเพิ่มความจงรักภักดีและรายได้จากการใช้บริการซ้ำ

โดยภาพรวมจะเห็นได้ว่า AI มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้ดีขึ้นจากข้อมูลจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ความต้องการ การประเมินความเสี่ยง การกำหนดราคา การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือการปรับปรุงคุณภาพการบริการ ซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน (competitive advantage) หรือพัฒนาและยกระดับคุณภาพประสบการณ์ลูกค้าที่มีต่อธุรกิจให้ดีขึ้น

แต่ในโลกของ AI นั้น ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ฟรี” อย่างแท้จริง ความสามารถต่าง ๆ ของ AI ไม่ได้เกิดขึ้นเอง ในฝั่งผู้บริโภคแม้จะไม่ต้องจ่ายเงินสำหรับประสบการณ์ที่ดีขึ้นจากบริการหรือผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยตรง แต่ความสะดวกสบายเหล่านี้ก็ต้องแลกมาด้วยข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่มีค่ามหาศาลในยุคดิจิทัล ธุรกิจต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ในการโฆษณา ทำการตลาด หรือขายต่อให้กับบริษัทอื่น ๆ เพื่อสร้างรายได้ ในขณะที่ผู้ใช้งานอาจกลายเป็นเหยื่อที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวและการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด

เหตุการณ์ต่างๆที่อย่างการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลที่มีมากมาย และการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดหลายครั้ง ล้วนสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการนำ AI เข้ามาใช้ในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล อย่างเคสการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าของบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่แห่งหนึ่งกว่า 14 ล้านรายการในปี 2561 ข้อมูลเหล่านี้มีทั้งชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ โดยข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ในต่างประเทศ ก่อนที่จะถูกนำมาขายในตลาดมืด หรือเคสการรั่วไหลของข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยโรงพยาบาลแห่งหนึ่งกว่า 10,000 รายในปี 2563 ข้อมูลเหล่านี้มีทั้งชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน และข้อมูลการวินิจฉัยโรค โดยข้อมูลดังกล่าวถูกแฮกเกอร์นำไปเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการรักษาความลับของข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลของผู้ป่วยโดยตรง

นอกจากตัวอย่างข้างต้นก็ยังมีอีกหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม เช่น กรณีของบริษัทประกันภัยที่นำข้อมูลสุขภาพของลูกค้าไปใช้ในการปรับเบี้ยประกันโดยไม่แจ้งให้ทราบ หรือการที่ธนาคารนำข้อมูลการทำธุรกรรมของลูกค้าไปขายให้กับบริษัทอื่นเพื่อใช้ในการนำเสนอสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องซึ่งล้วนสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภค ความกังวลดังกล่าวไม่ได้มาจากแค่การรั่วไหลหรือการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการที่ไม่รู้ว่าข้อมูลอะไรบ้างของตนที่ถูกเก็บรวบรวม หลายคนรู้สึกว่าตนเองไม่มีอำนาจในการควบคุมข้อมูลส่วนตัวของตัวเอง และไม่มั่นใจว่าข้อมูลจะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร รวมถึงใครจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้บ้าง และจะมีผลกระทบอะไรตามมา ความไม่โปร่งใสนี้ทำให้ผู้บริโภคเกิดความระแวงสงสัย โดยเฉพาะกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลผ่านการใช้ AI และ Machine Learning ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคบางส่วนยังกังวลว่า ข้อมูลอ่อนไหวบางอย่างที่ไม่เคยเปิดเผยกับใคร อาจถูกคาดเดาหรือตีความได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลาย เช่น จากรสนิยมทางเพศ ความเชื่อทางการเมือง หรือความเสี่ยงด้านสุขภาพ ซึ่งหากข้อมูลเหล่านี้ถูกใช้ในทางที่ผิด ก็อาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติหรือสร้างผลกระทบในทางลบต่อชีวิตความเป็นอยู่ได้

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นว่าในปัจจุบันผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับการควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองมากขึ้น เราเริ่มเห็นการเรียกร้องให้ธุรกิจมีความรับผิดชอบและโปร่งใสในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธุรกิจมีการนำ AI มาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ผู้บริโภคต้องการทราบว่าข้อมูลของตนถูกนำไปใช้อย่างไร มีการแบ่งปันข้อมูลกับใคร และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างไรและประเด็นเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจ

ความกังวลที่มากขึ้นของลูกค้านำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ และการสูญเสียความไว้วางใจจากลูกค้านี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากลูกค้าไม่ไว้วางใจและไม่ยินยอมให้ข้อมูลส่วนตัว ธุรกิจก็จะขาดข้อมูลที่มีคุณภาพในการพัฒนาและปรับปรุง AI ให้มีประสิทธิภาพ จะทำให้ AI ได้ผลลัพธ์ที่ไม่แม่นยำ ตัดสินใจผิดพลาด หรือไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีพอ นอกจากนั้นลูกค้าที่ถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวมักจะบอกต่อคนรอบข้างหรือโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของแบรนด์เสียหาย รวมถึงส่งผลกระทบในง่ลบต่อยอดขายและรายได้ และ กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อพัฒนา AI และการเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกค้า

 

PDPA (Personal Data Protection Act)

ในส่วนของประเทศไทยเอง ความกังวลและสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้นำมาสู่ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA (Personal Data Protection Act) ที่ได้รับการประกาศใช้ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565

PDPA มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นสากล และส่งเสริมให้เกิดการใช้ข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ โดยมีหลักการสำคัญ ได้แก่

  • การขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลก่อนเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
  • การแจ้งวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ชัดเจน และจำกัดการใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้เท่านั้น
  • การเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้เท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ และลบหรือทำลายข้อมูลเมื่อหมดความจำเป็น
  • การจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง หรือเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • การเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูล เช่น สิทธิในการเข้าถึง แก้ไข ลบ หรือคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

การปฏิบัติตาม PDPA ถือเป็นข้อบังคับทางกฎหมายสำหรับทุกธุรกิจและหน่วยงานที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐหรือเอกชนก็ตาม

PDPA ในมุมมองผู้บริโภค..

สำหรับผู้บริโภค PDPA ถือเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะจะช่วยปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวของตนเอง และทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนจะได้รับการคุ้มครองและนำไปใช้อย่างเหมาะสม ผู้บริโภคจะมีสิทธิที่จะทราบว่าใครเก็บข้อมูลอะไรของตนบ้าง เพื่อวัตถุประสงค์อะไร และสามารถเลือกได้ว่าจะให้ความยินยอมในการใช้ข้อมูลหรือไม่ นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังสามารถขอเข้าถึง แก้ไข หรือลบข้อมูลของตนได้ หากพบว่ามีข้อผิดพลาดหรือไม่ต้องการให้นำข้อมูลไปใช้อีกต่อไป ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคมีอำนาจในการจัดการข้อมูลของตนเองมากขึ้น และสร้างความมั่นใจในการใช้บริการหรือทำธุรกรรมออนไลน์

PDPA ในฝั่งธุรกิจ..

     ผลกระทบของ PDPA ต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันและการใช้ AI นั้นมีทั้งด้านบวกและด้านลบ รวมถึงความท้าทายที่ธุรกิจต้องเผชิญและหาทางแก้ไข

ในแง่บวก PDPA จะช่วยยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในภาคธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการให้ข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น ธุรกิจที่ปฏิบัติตาม PDPA และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในความเป็นส่วนตัวของลูกค้าจะสามารถสร้างความไว้วางใจและความภักดีของลูกค้าในระยะยาว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตและความยั่งยืนของธุรกิจ นอกจากนี้ การที่ PDPA บังคับให้ธุรกิจต้องแจ้งวัตถุประสงค์ในการเก็บและใช้ข้อมูลอย่างชัดเจน ก็จะช่วยให้ธุรกิจต้องทบทวนและวางแผนการใช้ข้อมูลให้รอบคอบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนา AI เป็นไปอย่างมีทิศทางและตอบโจทย์ธุรกิจมากขึ้น

ในแง่ลบ PDPA อาจสร้างอุปสรรคและข้อจำกัดให้กับธุรกิจในการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจส่งผลให้มีข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนา AI ที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน และใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้เท่านั้น จึงทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการนำข้อมูลไปใช้เพื่อวิเคราะห์ในมิติอื่นๆ หรือต่อยอดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ นอกจากนี้ PDPA ยังทำให้ธุรกิจมีต้นทุนและภาระงานที่เพิ่มขึ้นในการปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับกฎหมาย เช่น การขอความยินยอม การจัดทำนโยบายความเป็นส่วนตัว การจัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล รวมถึงการจัดการคำร้องขอใช้สิทธิของลูกค้าตาม PDPA ซึ่งอาจส่งผลให้ธุรกิจบางส่วนไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ หรือต้องลดการลงทุนในด้านอื่นๆลง

อีกความท้าทายหนึ่งของ PDPA คือความไม่ชัดเจนของขอบเขตและข้อยกเว้นในทางปฏิบัติ ทำให้ธุรกิจบางส่วนเกิดความสับสนว่าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ AI ซึ่งอาจมีความซับซ้อนและอยู่ในพื้นที่สีเทา เช่น การตัดสินใจอัตโนมัติ (automated decision-making) ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูล หรือการประมวลผลข้อมูลแบบ profiling เพื่อวิเคราะห์หรือทำนายพฤติกรรมของบุคคล ซึ่งหากไม่มีแนวปฏิบัติหรือคำอธิบายที่ชัดเจน ก็อาจทำให้ธุรกิจลังเลที่จะใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล หรือตีความกฎหมายผิดพลาดจนเกิดการละเมิดข้อมูลโดยไม่ได้ตั้งใจ

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ธุรกิจจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมและปรับตัวให้ทันต่อ PDPA อย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของการปรับกระบวนการภายใน การสื่อสารและขอความยินยอมจากลูกค้า การจัดให้มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ไปจนถึงการอบรมให้ความรู้แก่พนักงาน นอกจากนี้ ธุรกิจยังควรมองหาโอกาสในการใช้เทคโนโลยีและเทคนิคต่าง ๆ มาช่วยในการปฏิบัติตาม PDPA และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ เช่น

  • การใช้ระบบจัดการความยินยอม (consent management platform) ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถให้หรือเพิกถอนความยินยอมในการเก็บและใช้ข้อมูลได้อย่างสะดวก และช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการและติดตามสถานะความยินยอมของลูกค้าได้อย่างเป็นระบบ
  • การใช้เทคนิคในการรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (privacy-preserving techniques) ในการพัฒนา AI เช่น การเข้ารหัส (encryption), การทำข้อมูลนิรนาม (anonymization), การใช้ federated learning ที่ฝึก AI แบบกระจายศูนย์โดยไม่ต้องส่งข้อมูลดิบไปยังส่วนกลาง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการรั่วไหลหรือละเมิดข้อมูล
  • การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นส่วนตัวและจริยธรรมในการใช้ข้อมูล (privacy & ethics by design) เพื่อให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการให้บริการลูกค้า
  • การเน้นเก็บรวบรวมข้อมูล first-party จากลูกค้าโดยตรง และสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าเต็มใจให้ข้อมูลผ่านการเพิ่มคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีขึ้น เช่น ส่วนลดพิเศษ บริการเสริม หรือเนื้อหาที่ตรงใจ ซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพโดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของลูกค้า

ธุรกิจจำเป็นที่จะต้องสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อพัฒนา AI กับการเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูลในการควบคุมและจำกัดการเข้าถึงข้อมูลของตน ซึ่งอาจส่งผลให้บางธุรกิจไม่สามารถเก็บรวบรวมหรือใช้ข้อมูลได้เต็มประสิทธิภาพ จนอาจเสียความได้เปรียบในการแข่งขันหากคู่แข่งสามารถใช้ข้อมูลได้อย่างเต็มที่กว่า ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องหาจุดที่เหมาะสมในการขอความยินยอมและเปิดเผยวัตถุประสงค์ในการใช้ข้อมูลกับลูกค้า รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าเต็มใจแบ่งปันข้อมูลมากขึ้น โดยให้เห็นถึงประโยชน์และคุณค่าที่จะได้รับกลับมา

 

ขอบคุณภาพจาก https://www.apple.com/th/newsroom/2024/03/apples-worldwide-developers-conference-returns-june-10-2024/

การเปิดตัว Apple Intelligence และ Private Cloud Computing ใน WWDC24 ..

     ในงาน WWDC 2024 Apple ได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญอย่าง Apple Intelligence และ Private Cloud Computing ซึ่งทั้งสองเทคโนโลยีนี้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ และแสดงให้เห็นถึงแนวทางที่ก้าวหน้าในการนำ AI มาใช้งานอย่างมีจริยธรรมและเคารพต่อความเป็นส่วนตัวไปพร้อมกัน โดยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน Apple ได้มีการใช้เทคนิคที่หลากหลายในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลตลอดวงจรการพัฒนา AI เช่น

  • การใช้เทคนิค Differential Privacy ในการวิเคราะห์ข้อมูลแบบรวมกลุ่ม (Aggregated Data) เพื่อค้นหารูปแบบหรือแนวโน้มระดับมหภาค โดยไม่สามารถระบุตัวตนของเจ้าของข้อมูลแต่ละบุคคลได้ ซึ่งช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ไว้ได้ในระดับหนึ่ง
  • การใช้ Federated Learning ในการฝึก AI แบบกระจายศูนย์ โดยให้ AI บนอุปกรณ์ของผู้ใช้เรียนรู้จากข้อมูลในเครื่องก่อน แล้วส่งเฉพาะโมเดลที่เรียนรู้แล้ว (ไม่ใช่ข้อมูลดิบ) กลับไปรวมที่ส่วนกลาง ซึ่งช่วยให้สามารถพัฒนา AI ร่วมกันโดยไม่ต้องรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้ทั้งหมดไว้ในที่เดียว
  • การประมวลผลข้อมูลบนอุปกรณ์ของผู้ใช้โดยตรง (On-device Processing) โดยใช้ชิปประมวลผล Neural Engine บน iPhone หรือ iPad ในการวิเคราะห์ข้อมูลและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้แบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องส่งข้อมูลออกไปประมวลผลบนคลาวด์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการรั่วไหลของข้อมูลระหว่างทาง

Apple Intelligence: พลัง AI ส่วนบุคคล

Apple Intelligence เป็นระบบ AI ส่วนบุคคลที่นำความสามารถของ Generative AI มาสู่ iPhone, iPad และ Mac โดย Apple Intelligence ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การสร้างเนื้อหา แต่ยังมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนและทำงานกับโมเดลขนาดใหญ่

Private Cloud Computing (PCC): การประมวลผล AI ที่เป็นส่วนตัว

สำหรับงานที่ซับซ้อนที่ต้องการโมเดลขนาดใหญ่ Apple ได้เปิดตัว Private Cloud Computing (PCC) ซึ่งเป็นระบบประมวลผลบนคลาวด์ที่ออกแบบมาเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว โดย PCC จะเข้ารหัสข้อมูลส่วนบุคคลก่อนส่งไปประมวลผลบนคลาวด์ ซึ่งหมายความว่าแม้แต่ Apple ก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดิบของผู้ใช้ได้

ผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวใน AI

การเปิดตัว Apple Intelligence และ PCC นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความเป็นส่วนตัวใน AI โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เทคโนโลยีใหม่ของ Apple ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว

สำหรับธุรกิจ การมาถึงของ Apple Intelligence และ PCC อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน เช่น

  • ความปลอดภัยของข้อมูล: ธุรกิจต่างๆ อาจต้องปรับตัวเพื่อรองรับมาตรฐานความเป็นส่วนตัวที่สูงขึ้น
  • การพัฒนาแอปพลิเคชัน: นักพัฒนาแอปสามารถใช้ประโยชน์จาก Apple Intelligence และ PCC เพื่อสร้างแอปที่มีความสามารถมากขึ้นและให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว
  • การตลาดและโฆษณา: รูปแบบการโฆษณาอาจต้องเปลี่ยนไปเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความเป็นส่วนตัวใหม่

ความก้าวหน้าของ privacy ใน AI นับเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์จาก AI มากขึ้นโดยที่ไม่ต้องแลกกับความเป็นส่วนตัว อาทิเช่นผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ที่ดีและธุรกิจก็ให้บริการลูกค้าได้ตรงใจ โดยที่ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ถูกละเมิด

What’s Next ? ..

การลงทุนในด้านความเป็นส่วนตัวและจริยธรรมข้อมูล ไม่ใช่แค่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาวบนความเชื่อมั่นของลูกค้า

การมาถึงของ PDPA นับเป็นโอกาสอันดีในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวในยุค AI ไม่ใช่แค่เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเพื่อสร้างความไว้วางใจและความภักดีของลูกค้าในระยะยาวด้วย การเปิดตัวของ Apple Intelligence และ Private Cloud Computing (PCC) ในงาน WWDC24 ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าความเป็นส่วนตัวในโลก AI กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทุกธุรกิจจะต้องตามให้ทัน หากธุรกิจไม่สามารถปรับตัวและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในสิทธิส่วนบุคคลของลูกค้า ก็อาจเสี่ยงต่อการเสียความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการแข่งขัน หรือแม้กระทั่งการถูกร้องเรียนตามกฎหมายได้

ธุรกิจต่างๆในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือ SME ล้วนต้องวางแผนรับมือกับ PDPA และแนวโน้มด้านความเป็นส่วนตัวที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด ผ่านการดำเนินการต่างๆรวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรและเสริมสร้างความตระหนักรู้ของพนักงานในเรื่องจริยธรรมข้อมูลและความเป็นส่วนตัว การปรับกลยุทธ์และกระบวนการให้พร้อมรับกับยุค Privacy-First AI ไม่ใช่แค่เพื่อความอยู่รอดหรือเอาตัวรอดจากข้อบังคับ PDPA แต่เพื่อสร้างความได้เปรียบอย่างยั่งยืนด้วยการมอบคุณค่าให้ลูกค้าควบคู่ไปกับการเคารพสิทธิของพวกเขา เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นและความนิยมของลูกค้าคือปัจจัยชี้ขาดต่อความสำเร็จ ธุรกิจที่เข้าใจและยึดหลักการนี้จะกลายเป็นผู้นำตลาดในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI หรือปัญญาประดิษฐ์

 

และหากใครที่อยากที่จะเริ่มมีทีมงานเข้ามาช่วยจัดการวิเคราะห์ข้อมูลหรือสร้างระบบการจัดเก็บข้อมูลขึ้นมาในองค์กรณ์ของคุณ Davoy ของเราก็พร้อมที่จัดบริการ Data ครบวงจรเริ่มต้นที่เดือนละ 25,000 บาท หากสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถ add มาได้ที่ Line: @DAVOY ได้เลย

Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn
Latest Post