ในโลกของการเงิน มีหลายแนวคิดและหลักการที่สำคัญที่นักศึกษาหรือเจ้าของธุรกิจควรเข้าใจ บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจ 9 สิ่งสำคัญที่ควรรู้จากวิชา Finance 101
1. สิ่งที่เป็นรากฐานของ Finance เลยคือ Cost of Capital
Cost of Capital หรือที่เรียกแบบภาษาชาวบ้านคือดอกเบี้ย เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะมันคือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อเรายืมเงินมาลงทุนหรือใช้งาน ตัวอย่างเช่น ถ้าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ อยู่ที่ประมาณ 18% ต่อปี ถ้าเรายืมเงิน 100,000 บาท เราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 18,000 บาท
2. เงิน 100 บาทตอนนี้ ไม่เท่ากับเงิน 100 บาทในอนาคต
เนื่องจากหลักการของดอกเบี้ย ดังนั้น เงิน 100 บาทตอนนี้ ไม่เท่ากับเงิน 100 บาทในอีก 1 ปีข้างหน้า เป็นพื้นฐานของการเงิน หากเรานำเงิน 100 บาทไปฝากธนาคารกรุงไทยในอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ในอีก 1 ปีเราจะมีเงิน 103 บาท แต่ถ้าเรายืมเงิน 100 บาท เราก็จะต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกัน
3. ดอกเบี้ยและ Compound Interest
ดอกเบี้ยมีความน่ากลัวมากเมื่อเกิดการ Compound Interest (ดอกเบี้ยทบต้น) เช่น ถ้าเรามีเงินต้น 100 บาท อัตราดอกเบี้ย 5% เป็นเวลา 50 ปี เงินต้นจะกลายเป็นประมาณ 1,146.74 บาท ซึ่งสามารถ ในการคำนวณได้ ตัวอย่างการคำนวณ 100(1 + 0.05)^ 50 = 1,146.74 บาท (ใช้สูตร FV = PV(1 + r)^(t)) จะเห็นได้ว่า แม้ว่าดอกเบี้ยจะไม่สูงมาก แต่ระยะเวลายาวนาน ก็ทำให้เงินต้นทวีคูณได้
4. การ Leverage หรือการกู้ยืมมาลงทุน
แม้ว่าการใช้เงินสดมาลงทุน เราไม่จำเป็นต้องจ่ายดอกเบี้ย แต่ในการกู้ยืมเงินมาลงทุน ก็สามารถทำให้เราใช้เงินได้มากกว่าที่มี โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีการเติบโต เช่น หุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายหากยืมเงิน ตัวอย่างเช่น หุ้นของบริษัท A มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 8% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 5% เราก็สามารถกู้เงินมาลงทุนและยังเหลือผลตอบแทนได้
5. ดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายที่ลดภาษีได้
ดอกเบี้ยที่เราจ่ายให้กับการยืมเงินถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สามารถลดภาษีได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทมีรายได้ 1,000,000 บาท และมีดอกเบี้ยจ่าย 50,000 บาท บริษัทสามารถนำดอกเบี้ยจ่ายนี้มาหักลดภาษีก่อนคำนวณภาษีได้: รายได้ที่ต้องเสียภาษี 1,000,000 – 50,000 = 950,000 บาท
6. เงินสดที่หมุนเวียนในธุรกิจ
หากบริษัทมีเงินหมุนไม่พอ การยืมเงินเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจต้องยืมเงินจากธนาคารเพื่อใช้ในการสั่งซื้อวัตถุดิบก่อนที่จะได้รายได้จากการขายสินค้า หากธนาคารให้วงเงินสินเชื่อหมุนเวียน (Revolving Credit) ที่ 500,000 บาท บริษัทสามารถยืมเงินนี้มาใช้จ่ายได้
7. ลูกค้าที่จ่ายเงินช้า
บางครั้งลูกค้าชอบดึงการจ่ายเงินเป็นเวลา 60 วันหรือ 90 วัน ซึ่งทำให้บริษัทต้องการเงินสดสำรองเพื่อหมุนเวียนในการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ขายสินค้าให้ลูกค้าแบบเครดิต 60 วัน ก็ต้องรอ 60 วันถึงจะได้รับเงิน
8. การดึงเครดิตจาก supplier
ถ้าเราเองก็ซื้อของแบบเครดิตจาก supplier ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเราต้องจ่ายสด นั่นหมายความว่าเราต้องหาเงินมาหมุนในช่วงนี้ให้ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทต้องจ่ายค่าวัตถุดิบภายใน 30 วัน แต่ได้รับเงินจากลูกค้าใน 60 วัน บริษัทต้องหาวิธีบริหารเงินสดในช่วงที่ขาดแคลน
9. การบริหารความเสี่ยง
การบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ เช่น ลูกค้าไม่จ่ายเงินหรือ supplier ส่งของไม่ตรงเวลา บริษัทต้องมีแผนฉุกเฉินและการกระจายความเสี่ยงเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น การทำประกันภัยสินทรัพย์หรือการเจรจากับหลาย supplier เพื่อไม่ให้เกิดการพึ่งพาเพียงรายเดียว
การนำดาต้ามาช่วยในการวิเคราะห์
การนำดาต้ามาช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจทางการเงินเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราสามารถใช้ดาต้าในการ:
- วิเคราะห์อัตราดอกเบี้ย: เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารต่างๆ เพื่อหาข้อเสนอที่ดีที่สุด
- คำนวณอนาคตของเงินลงทุน: ใช้ดาต้าจากอัตราดอกเบี้ยในการคำนวณมูลค่าอนาคตของเงินลงทุน
- บริหารเงินสด: ใช้ดาต้าในการติดตามการไหลของเงินสดเข้าและออกจากบริษัทเพื่อบริหารเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- วิเคราะห์ความเสี่ยง: ใช้ดาต้าในการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากลูกค้าและ supplier เพื่อวางแผนรับมือ
- คำนวณภาษี: ใช้ดาต้าในการคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายหลังจากหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย

