AI Business Model

ในบทความตอนที่แล้ว เรื่อง AI Ecosystem and Application (https://davoy.tech/ai-ecosystem-application/) เราคุยกันไว้ว่า AI Ecosystem นั้นมีทั้งหมด 4 Layers ได้แก่ Hardware, Infrastructure, Developer Tools และ Application

ในปัจจุบัน เรามักจะเห็นหลายๆบริษัทเริ่มมาขาย AI กันมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะขายกันอยู่ที่ Developer Tools หรือ โมเดลต่างๆ เช่น GPT 4o, MidJourney, และอื่นๆ  ในส่วนของ Application จริงๆนั้น เรายังเห็นได้ไม่เยอะ

Business Model

การสร้างรายได้จากแอปพลิเคชัน AI สามารถทำได้หลากหลายโมเดล นี่คือตัวอย่างและคำอธิบายของแต่ละโมเดล:

  1. Subscription รายเดือน
    • โมเดลนี้ผู้ใช้งานจะต้องจ่ายเงินเป็นรายเดือนเพื่อเข้าถึงฟีเจอร์หรือบริการของแอปพลิเคชัน AI ตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชัน Grammarly ที่ใช้ AI ในการตรวจสอบและปรับปรุงการเขียนภาษาอังกฤษ ผู้ใช้ต้องจ่ายค่าสมาชิกเพื่อเข้าถึงฟีเจอร์ขั้นสูง
  2. Freemium ให้ใช้ฟรี
    • ในโมเดลนี้ ผู้ใช้สามารถใช้งานแอปพลิเคชัน AI ได้ฟรี แต่จะมีฟีเจอร์บางส่วนที่ต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าถึง ตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชัน Zoom ที่ใช้ AI ในการปรับปรุงการประชุมออนไลน์ ผู้ใช้สามารถใช้งานฟรีได้ แต่ถ้าต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น การประชุมที่ยาวนานกว่า 40 นาที จะต้องจ่ายเงิน
  3. Pay as you go
    • โมเดลนี้ผู้ใช้จะจ่ายเงินตามการใช้งานจริงของแอปพลิเคชัน AI ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีการใช้งานไม่สม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น Amazon Web Services (AWS) ที่มีบริการ AI หลายตัว ผู้ใช้จะจ่ายเงินตามปริมาณการใช้งานจริง
  4. Ad Based
    • ในโมเดลนี้ แอปพลิเคชัน AI จะสร้างรายได้จากการแสดงโฆษณาให้ผู้ใช้งานดู ตัวอย่างเช่น YouTube ใช้ AI ในการแนะนำวิดีโอและแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้ รายได้หลักมาจากการขายพื้นที่โฆษณา
  5. Data acquisition
    • โมเดลนี้แอปพลิเคชัน AI จะเก็บข้อมูลจากผู้ใช้แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์หรือขายให้กับธุรกิจอื่น ตัวอย่างเช่น Google ใช้ AI ในการเก็บข้อมูลการค้นหาของผู้ใช้และนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงระบบโฆษณา
  6. Licensing
    • โมเดลนี้แอปพลิเคชัน AI จะขายลิขสิทธิ์ในการใช้งานเทคโนโลยีหรือซอฟต์แวร์ของตนให้กับธุรกิจหรือองค์กรอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น IBM Watson ที่ขายลิขสิทธิ์ในการใช้งาน AI ของตนให้กับบริษัทต่าง ๆ เพื่อใช้ในกระบวนการธุรกิจ

วิธีการเลือกโมเดลที่เหมาะสม

  1. Target User (กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้)
    • การเข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่แอปพลิเคชันต้องการเข้าถึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เช่น ถ้ากลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา อาจจะต้องเลือกโมเดลที่มีต้นทุนต่ำหรือฟรี เช่น Freemium หรือ Ad Based แต่ถ้ากลุ่มเป้าหมายเป็นธุรกิจหรือองค์กรที่มีงบประมาณมาก Subscription หรือ Licensing อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
  2. Next Best Alternative (ทางเลือกอื่นที่ดีที่สุด)
    • การพิจารณาว่าผู้ใช้มีทางเลือกอื่นอะไรบ้างและการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละโมเดลธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ถ้าแอปพลิเคชันของคุณมีคู่แข่งที่ใช้โมเดล Freemium คุณอาจจะต้องพิจารณาว่าจะใช้โมเดลเดียวกันหรือจะเลือกโมเดลที่สามารถสร้างความแตกต่างและมีจุดขายที่ชัดเจนกว่า
  3. Value of Money (ความคุ้มค่าของเงิน)
    • การประเมินความคุ้มค่าที่ผู้ใช้จะได้รับจากการใช้แอปพลิเคชัน ตัวอย่างเช่น ถ้าฟีเจอร์ของแอปพลิเคชันมีมูลค่าสูงและสามารถช่วยให้ผู้ใช้ประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โมเดล Subscription หรือ Pay as you go อาจจะเหมาะสมกว่า
  4. User Experience (ประสบการณ์ของผู้ใช้)
    • การพิจารณาว่าผู้ใช้จะมีประสบการณ์การใช้งานที่ดีหรือไม่ในแต่ละโมเดล ตัวอย่างเช่น โมเดล Ad Based อาจจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกไม่สะดวกสบายเนื่องจากมีโฆษณามาก แต่ถ้าเป็นโมเดล Subscription ผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ต่อเนื่องและไม่มีการขัดจังหวะ

ถ้าหากคุณกำลังลังเลว่าจะใช้ AI Business Model อะไรดี สามารถปรึกษาเราได้ที่ @davoy

Chat Widget - Davoy.tech